
เทคนิคการเลือกเนื้อผ้าให้เหมาะแก่การใช้งาน จะขึ้นอยู่กับตามโอกาสที่ต้องการ สำหรับอากาศร้อนแล้ว ขอแนะนำผ้าเส้นใยธรรมชาติ เช่น ผ้าคอตตอน ลินิน หรือบางครั้งเพื่อความคล่องตัว ก็จะผสมผ้ายืดลงไป หรือถ้าเน้นความพริ้วไหวก็อาจจะใช้ ผ้าชีฟอง หรือ ผ้าไหมอิตาลี่ ได้ขึ้นกับทรงชุดได้ เดี๋ยวนี้เสื้อผ้าไม่ทางการมีผ้าหลากหลายมากขึ้นและที่ราคาจับต้องได้ง่าย ส่วนใหญ่ เป็น ผ้าโพลีเอสเตอร์ ในรูปแบบชื่อที่แตกต่างกัน คุณสมบัติของผ้าประเภทนี้คือ ไม่ค่อยยับ เนื้อเบา พลิ้วไหว ไม่ค่อยมีน้ำหนัก เรียบง่าย แต่ข้อเสียคือ หดง่าย ใช้ไปนานๆผ้าไม่อยู่ทรง หรือขึ้นขุย การซักและรีดต้องถนอมมากๆ ไม่ควรใช้ความร้อน การปั่น ที่จะเป็นการทำลายเส้นใย

การเลือกเนื้อผ้าตัดชุดทำงาน work wear ชุดทำงาน เป็นชุดที่สำคัญโอกาสหนึ่ง เพราะเป็นชุดที่ต้องพบปะลูกค้า เพื่อนร่วมงาน ประชุม ฯลฯ ชุดทำงานที่ดูดี คือชุดที่ใส่พอดี สร้างความภูมิฐาน ช่วยส่งเสริมบุคลิกภาพ และเดี๋ยวนี้การใส่ชุดทำงานเปิดกว้าง เพราะการทำงาน มีทั้งทางการ แบบไม่เป็นทางการ บางแบบช่วยส่งเสริมเอกลักษณ์องค์กร หรือภาพลักษณ์สินค้า บางชุดเหมาะสมกับงานที่ต้องเดินทางตลอดเวลา ใส่แบบเสื้อกางเกง หรือจะเป็นเสื้อโปโลก็ได้เหมือนกัน ชุดทำงานที่ดีช่วยจะช่วยส่งเสริมบุคลิกของคนใส่ และบริษัทได้พร้อมกัน
การเลือกเนื้อผ้า
สำหรับการใส่ชุดทำงานที่ไม่ใช่ชุดสำเร็จรูป และลูกค้าเลือกผ้า หรืออ่านรายละเอียดได้ จะเป็นเรื่องดีมากๆเลยนะคะ ผ้าที่ดีจะช่วยให้ผู้ใส่มีทรงสวย กระฉับกระเฉง น่ามอง สำหรับชุดทำงานผู้หญิงที่เน้นความเรียบร้อย สุภาพอาจจะเลือกแบบไม่ทิ้งตัวมาก สำหรับทรงที่ไม่กรุยกราย เช่น
- ผ้าอะมอลซิล
- ผ้าเปเป้
- ผ้าโรเชส
- ผ้าโพลีสลาฟ
- ผ้าบีเอ็ม
- ผ้าซุปเปอร์แบล็ค
- ผ้าเสิรท
- ฯลฯ
ข้อดี
ของผ้าเหล่านี้คือ ผ้ามีน้ำหนัก เมื่อเป็นชุดแล้วช่วยส่งเสริมดีเทลของชุดได้ เช่นปก ระบาย แขน

ถ้าชอบทรงที่มีความเป็นผู้หญิง ( feminine style ) เน้นผ้าที่มีน้ำหนักเบา ทิ้งตัว จะช่วยให้ดูมีสเน่ห์ เช่น ผ้าชีฟอง ผ้าจอร์เจีย ผ้าลูกไม้ ผ้าเครป ผ้าเหล่านี้เหมาะกับการทำระบาย และทรงย้วยแบบต่างๆ โดยไม่หนักไป ให้ความรู้สึกพริ้วไหวมากๆ ชุดทำงานที่เน้นความคล่องตัว ใช้ผ้าที่ผสม ผ้ายืดได้ ข้อดีคือ ผ้าจะเข้ารูปกับผู้ใส่ ทำให้เดิน นั่งสะดวก
ผ้าที่มีน้ำหนัก การทอแน่นจะมีคุณภาพดี เพราะมีน้ำหนักของเส้นใย การทอที่แน่นและการย้อมที่สม่ำเสมอใช้ทนทาน สำหรับชุดที่มีระบายหรือใช้ความพริ้ว เหมาะมากสำหรับผ้า เช่น
- ผ้าเนื้อทราย
- ชีฟอง
- จอร์เจีย
- โรเชส
- ฯลฯ
ลูกค้าจะสังเกตได้จากการใช้งานที่คงทน ถ้ามีการตัดเย็บที่ดีสามารถใช้งานชุดได้เกิน 2-5 ปีขึ้นไป
ข้อแนะนำคือ ต้องซักและรีดให้เหมาะสมกับเนื้อผ้า ผ้าซาติน ผ้าไหมซาติน เป็นผ้าเนื้อเรียบมีน้ำหนัก มีด้านหนึ่งมันเงา นิยมใช้ด้านเงาโชว์ ถ้าหากต้องการลูกเล่นที่ไม่เน้นความมันเงา ใช้ด้านหลังผ้าได้ ผ้าซาตินมีหลายเกรด ในชื่อ ผ้าเครปซาติน ผ้าดัทเชทซาติน ความแตกต่างเนื้อผ้า ต้องลองไปจับ และ ดูผ้าจริงตามร้านขายผ้า ตัวที่บอกคุณภาพของผ้า คือ น้ำหนักและสี การทอทีแน่นละเอียดและย้อมสีคุณภาพดี ผ้าจะเป็นประกายพอดีกับแสงสม่ำเสมอไม่มากจนสะท้อนเกินไป ไม่เงาเลื่อมเป็นทางผ้า

ผ้าวาเลนติโน่ เป็นผ้าเนื้อแน่น คืนรูปดี ไม่ค่อยยับ ให้ความลื่นติดผิว ไม่มีขนทำให้ไม่สะสมไรฝุ่น เป็นเนื้อเกรดดี มีน้ำหนักมากขึ้นกว่าซาติน มีความละเอียดทนทาน เป็นประกายกับแสงสม่ำเสมอ ผ้าไหม เป็นผ้าเนื้อใยธรรมชาติที่เส้นใยมีความมัน เป็นประกายกับแสง ผ้าไหมมีกรรมวิธีทอมือที่ยากและพิถีพิถัน ใช้ประสบการณ์ การทอมือใช้เวลานานทำให้ผ้ามีราคาแพง เพราะไม่ผ่านระบบอุตสาหกรรม ลักษณะผ้าเมื่อทอเสร็จจะมีความแข็ง อยู่ทรง มีรอยยับตามลักษณะการสวมใส่ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของผ้า (ลักษณะเด่นของผ้าเส้นใยธรรมชาติ) เหมาะสมกับแพทเทิร์นที่มีฟอร์มชัดเจน ถ้าออกแบบเข้ากับผ้าช่วยให้ใส่แล้วมีความโก้หรู ผ้าไหมมีการพัฒนาการมัดย้อมสีเส้นไหม การสร้างลวดลายทอผ้า ทำให้ยิ่งเพิ่มมูลค่าผ้า ใส่แล้วดูหรูหรา เวลาใครใส่ผ้าประเภทนี้ก็รู้ทันทีว่าคือผ้าไหมไทย เป็นจุดเด่นอันนึงเลย
ผ้าอื่น ๆ ที่นิยมใช้กันเช่น ผ้าดัทเชท ผ้าไหม ผ้าออร์แกนซ่า ผ้าบีเอ็ม ผ้ากำมะหยี่ หรือ ผ้าลูกไม้ ขึ้นกับแบบชุดและสไตล์ของผู้ใส่ เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แค่ผ้าเนื้อซาตินที่คนใส่ออกงาน แต่โรงงานและแบรนด์ต่างๆมีการผลิตผ้าและสร้างสรรค์ชุดด้วยผ้าหลากหลาย มีเทคนิคการตกแต่งพิเศษที่สวยงามไม่แพ้กัน คนใส่มีทางเลือกในการเลือกผ้าตัดชุดมากขึ้นด้วย ใครจะไปเลือกผ้าแล้ว ลองเอาเทคนิค และข้อดีข้อเสียของผ้าไปใช้กันดู
หากลูกค้าสนใจสามารถดูเนื้อผ้าต่าง ๆ ได้ที่หน้า สินค้า

